เป็น "งูสวัด" ใช้วิธีการทำพิธีเป่าไป 3 ครั้ง จนแผลแห้งได้ จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เป็น "งูสวัด" รักษาด้วยการเป่ายาสมุนไพร ช่วยทำให้แผลแห้งและหายจากโรคได้ จริงหรือไม่?
ในโลกโซเชียลมีเดียมีการส่งต่อเรื่องราวของผู้ป่วยโรคงูสวัดที่เลือกใช้วิธีการรักษาตามความเชื่อโบราณด้วยการ "เป่ามนต์" หรือ "พ่นยาสมุนไพร" ลงบนแผล โดยมีการอ้างว่าสามารถทำให้แผลแห้งและหายจากโรคได้ จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชนในวงกว้าง กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ข้อมูลดังกล่าวมีความเสี่ยงอันตรายอย่างมากและเป็นการรักษาที่ผิดวิธี
จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่าการนำสมุนไพรมาเคี้ยวแล้วพ่นใส่แผลโดยตรง หรือการเป่าคาถาอาคมนั้น นอกจากจะไม่ช่วยฆ่าเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคแล้ว ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แผลเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ซึ่งอาจลุกลามจนกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ตามที่มีรายงานข่าวอุทาหรณ์ในหลายพื้นที่
คำถาม
การรักษางูสวัดด้วยวิธีการเป่ายาสมุนไพรหรือพ่นหมากพลูตามความเชื่อพื้นบ้าน สามารถรักษาโรคให้หายได้จริงและปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่?

การตรวจสอบ
จากการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานสาธารณสุข พบว่าโรคงูสวัด (Herpes Zoster) เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคสุกใส โดยเชื้อจะซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาทและปะทุออกมาเมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ
การรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการคือการใช้ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังปรากฏอาการ เพื่อลดความรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
สำหรับการตรวจสอบกรณี "การเป่ารักษา" พบว่ามีความเสี่ยงสูงเนื่องจากน้ำลายและสมุนไพรที่ไม่สะอาดที่ถูกพ่นลงบนตุ่มน้ำหรือแผลเปิด จะนำพาเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะผิวหนังอักเสบรุนแรง เนื้อตาย และการติดเชื้อในกระแสเลือด
ดังเช่นกรณีอุทาหรณ์ของแม่ค้าในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่เข้ารับการเป่ารักษาจนอาการทรุดหนัก ไข้สูงถึง 39.2 องศาเซลเซียส และเกือบช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
นอกจากนี้ ข้อมูลที่สนับสนุนการเป่ารักษาเพื่อแก้เคล็ดหรือความเชื่อที่ว่า "งูสวัดพันรอบตัวแล้วจะตาย" นั้นไม่เป็นความจริงตามหลักการแพทย์ เนื่องจากงูสวัดจะเกิดตามแนวเส้นประสาทเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น และการเสียชีวิตมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาที่ผิดวิธีหรือการติดเชื้อรุนแรงในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้วข้อเท็จจริง
ข่าวการเป่ายาสมุนไพรรักษางูสวัดว่าปลอดภัยและหายได้จริงนั้น เป็นข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นข่าวปลอมในเชิงวิธีการรักษา การพ่นน้ำลายหรือสมุนไพรลงบนแผลเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ข้อเท็จจริงคือผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อรับยาต้านไวรัสภายใน 3 วันแรกที่มีอาการ เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิต
อ้างอิง
- คำชี้แจงข้อมูลทางวิชาการโดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ข้อมูลโรคผิวหนังจาก สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์
- รายงานข่าวอุทาหรณ์ผู้ป่วยติดเชื้อจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)